เที่ยวเขาค้อ

ปฏิทิน

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การตรวจสอบน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์

เราสามารถตรวจสอบระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ได้ทั้งตอนที่เครื่องเย็น(ไม่ติดเครื่อง)กับตอนที่เครื่องทำงาน การตรวจสอบน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์เมื่อเครื่องทำงานแล้วมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1. จอดรถบนพื้นราบแล้ว Start เครื่องยนต์
  2. หมุนพวงมาลัยไปตำแหน่งซ้ายสุดและขวาสุดเพื่อเพิ่มอุณหภูมิน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ แต่อย่าหยุดค้างที่ตำแหน่งซ้ายสุดหรือขวาสุดนานติดต่อกันเกิน 10 วินาที แล้วหมุนพวงมาลัยกลับมาที่ตำแหน่งปกติ
  3. ตรวจสอบระดับน้ำมันพวงมาลัยที่บริเวณข้อความ Hot
  4. ถ้าเป็นกระปุกน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์แบบทึบ การตรวจสอบกระทำโดยการเปิดฝาซึ่งมีก้านจุ่มแสดงระดับน้ำมัน แล้วตรวจสอบคราบน้ำมันที่ก้านวัด
รูปแสดงกระปุกน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์แบบทึบ
5.  ถ้าเป็นกระปุกน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์แบบใส สามารถตรวจสอบระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ได้ที่ขีดแสดงระดับข้างกระปุก
รูปแสดงกระปุกน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์แบบใส
รูปสภาพแสดงตัวอย่างน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์เปรียบเทียบระหว่างน้ำมันที่ผ่านการใช้งานแล้วกับน้ำมันใหม่

จะติดฟิล์มกรองแสง แบบไหนถึงจะดีและคุ้มค่า

วันนี้ได้ไปอ่านเจอบทความดีๆ เกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง อ่านแล้วต้องบอกเลยครับว่าเนื้อหาดีมากๆ ก็เลยนำมาบอกเล่าเรื่องฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์สู่กันฟังว่า ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ที่เราๆ ท่านๆ ติดกันอยู่และกำลังจะไปติดเนี่ย จะติดแบบไหนดีสิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่ารถใช้เองไหม รถอะไร ถ้าใช้เองและคุณอยู่กับรถทั้งวันก็แนะนำให้ติดบานหน้าเต็มไปเลย เพราะการกันความร้อนต่างกับการติดหน้าคาดมาก ยิ่งแดดบ้านเราตอนนี้ เผาแขน และ ขาเวลาขับรถอยู่ด้วย แต่หากไม่ได้ขับทั้งวันก็ติดแบบหน้าคาดก็ได้ ก็แล้วแต่ว่าจะคาดมากคาดน้อยนะครับ
และในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า บางค่ายจะผลิตฟิล์มหลายเบอร์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการของท่านผู้ใช้ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เราได้เลือกใช้กันตามความพอใจ ฟิล์มติดรถยนต์ในปัจจุบันก็จะแบ่งออกเป็น
จะติดฟิล์มกรองแสง แบบไหนถึงจะดีและคุ้มค่า
  1. ฟิล์มมืด – วัยรุ่น เน้นมีความลับเยอะ ป้องกันคนมองเห็นของมีค่า ซ่อนกิ๊ก ฯลฯ
  2. ฟิล์มปรอท – สะท้อนแสง เข้าตาชาวบ้าน รถดูใหม่ขึ้น ใช้แทนกระจกได้ สะท้อนความร้อนได้ดีเพราะมีปรอท
  3. ฟิล์มใส – เน้นขับกลางคืน สบายตา โปร่งใส คนขับสวย-หล่อ (โชว์) รถราคาแพง (ไม่รู้ทำไม รถที่เข้ามาติดมักจะเป็นพวกSUV)
  4. สีของฟิล์ม- อมเชียว สีชา สีฟ้า สีใส สีดำ ฯลฯ
  5. ราคา- เน้นถูกจะดีมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาในรถนาน หรือฟิล์มที่เน้นคุณภาพ ถ้าแบบนี้ก็จะราคาแพงขึ้นมานิดหน่อยครับ ก็แล้วแต่ความพอใจกันนะครับ
เราลองมาดูคำถามพร้อมกับคำตอบที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะถามหรือคิดกันกับ 7 ข้อสงสัยไปกับฟิล์มกรองแสง
  • 1Q : ฟิล์มดำป้องกันความร้อนดีกว่าฟิล์มใส?
  • 1A : ไม่ใช่ อยู่ที่วัสดุที่นำมาบีบอัด และสารปรอทสะท้อนแสง(ปรอท) เทคนิควิธีต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น ฟิล์มดีบางยี่ห้อ ยังสู้ฟิล์มถูกๆ ไม่ได้เลย ของแบบนี้ต้องใช้เครื่องมือ และมือสัมผัสความร้อนเองโดยตรง
  • 2Q : ฟิล์มหน้าเต็มกับหน้าปกติ(คาดบน) ต่างกันอย่างไร?
  • 2A : แน่นอน การติดฟิล์มบานหน้าเต็มจะป้องกันความร้อนที่แผดเผาเข้ามาได้ดีกว่า ฟิล์มคาดบน ซึ่งราคาก็จะสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะต้องใช้ฝีมือในการติด (แผ่นเดียวทั้งบาน ไม่มีการต่อฟิล์ม) อุปกรณ์ที่ใช้ สถานที่ติดตั้ง เฉพาะบานหน้าก็ราคาหลักพันขึ้นทั้งนั้นครับ
  • 3Q : ทำไม บานหน้าถึงใสกว่าบานข้าง?
  • 3A : ปกติแล้ววิสัยทัศน์การมองของเราขับรถในยามค่ำคืน โดยไม่ติดฟิล์มก็เป็นอันตรายอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องสายตาด้วยแล้วละก็ อาจจะก่อให้เกิดอุบัตติเหตุได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องติดบานหน้าให้ใสกว่าครับ แต่ถ้าจะติดมืดก็ติดได้ครับแต่ไม่แนะนำ
  • 4Q :  เรื่อง เปอร์เซนต์ของฟิล์มมีแบบไหนบ้าง และใช้อย่างไร?
  • 4A : เริ่มต้นที่ 20%-40% จะใสเหมาะแก่การติดบานหน้าเต็ม / 60%-80% เหมาะแก่การติดด้านข้าง+หลังครับ
  • 5Q : ฟิล์ม ปูด ร่อน พอง เป็นจีบ เคล็มได้ไหมถ้าอยู่ในประกัน?
  • 5A : ได้ครับถ้าอยู่ในประกัน ฉะนั้นตอนที่เราไปติดกับร้านค้าต้องไม่ลืมที่จะตกลงกันในเรื่องของรายละเอียดที่อยู่ในการประกันฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์
  • 6Q : การ รับประกันฟิล์ม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กี่ปี?
  • 6A : โดยส่วนมากจะอยู่ที่ประมาณ 5 - 7 ปี
  • 7Q : ฟิล์ม เป็นเม็ดๆ เกิดจากอะไร?
  • 7A : ฝุ่นละอองครับ เรื่องนี้ความจริงไม่อยากตอบเลย เพราะฟิล์มเป็นเม็ดนั้นเกิดขึ้นทุกคัน อยู่ที่ว่าจะมาก น้อยแค่ไหน ถ้าเจอลูกค้าที่เนี๊ยบๆ หน่อยนะ ร้านค้าพูดไม่ออกครับ ต้องเปลี่ยนให้อย่างเดียว แต่ๆๆ จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เกิดเม็ดน้อยที่สุด ก็คือ ติดฟิล์มในห้องปิดที่สะอาด หรือ ห้องแอร์ก็ดี แต่เชื่อไหมว่า มันก็ยังอาจจะเป็นเม็ดหลงเข้ามาอยู่ดี
          kanchanaburiai,thaimazda3

การปรับตั้งรถเพื่อการดริฟท์ ขั้นต้น

1. ช็อคอัพฯ คู่หน้า แบบมีบอลจ๊อยท์ เพื่อปรับตั้งให้มุมล้อหน้าแบะออก หรือ แคมเบอร์เป็นลบ เพิ่มเพิ่มความยึดเกาะของล้อคู่หน้าให้มากกว่าคู่หลังโดยเฉพาะในโค้ง ซึ่งการปรับเช่นนี้จะช่วยให้การควบคุมรถผ่านโค้งไปง่ายขึ้น ส่วนล้อหลังพยายามให้มุมแคมเบอร์เป็นกลางให้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้ท้ายกวาดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการแบะของล้อที่มีน้อยกว่าล้อหน้า 

2. ช็อคอัพฯควรมีลักษณะ แข็งและหนึบ พวกแข็งแบบเด้งๆแบบช็อคอัพฯตัดแกนอัดน้ำมัน ตัดสปริง ใช้ไม่ได้ อันตราย 

3. เฟืองท้าย แบบ ลิมิเต็ด สลิป ดิฟเฟอเรนเชียล หรือ L.S.D. ( Limited Slip Differential) ภาษาชาวบ้านเรียก เต็ด ขั้นต้นใช้เฟืองท้ายลิมิเต็ดฯ ที่ติดมากับโรงงานก็เพียงพอ เช่นของนิสสันสกายไลน์ หรือ ซิลเวีย สำหรับรถนิสสัน ส่วนโตโยต้า ก็จะมีของติดรถอยู่แต่จะหายากกว่าของนิสสัน สำหรับ เฟืองท้ายลิมิเต็ดของแต่งนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝีมือขึ้นไปอีกระดับแล้ว  การดริฟท์โดยปราศจากเฟืองท้าย ลิมิเต็ดฯ นั้น จะทำให้การดริฟท์ยากขึ้น เนื่องจากเฟืองท้าย ลิมิเต็ดฯจะทำให้ล้อทั้ง 
ข้าง ปั่นออกมาพร้อมๆกัน ช่วยให้รถนั้นนิ่งกว่าในขณะการดริฟท์ เมื่อเทียบกับเฟืองท้ายแบบธรรมดา เพราะเฟืองท้ายแบบธรรมดา ล้อจะหมุนแค่ข้างเดียวและลากล้ออีกข้างไปด้วย ซึ่งทำให้เสียกำลังไป

วิธีการดริฟท์  (ก่อนอื่นเราควรปิดที่ถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้รถเกิดการสไลด์)
1. Braking Drift - การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิดการดริฟท์ได้ดีกว่า

2. Power Over Drift - การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหนุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด

3. Inertia (Feint) Drift - 
เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง

4. Handbrake/ebrake Drift - เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับเคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแรงกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิคอื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดริฟท์ในโค้งกว้าง

5. Dirt Drop Drift - เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินหรือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึดเกาะได้ นี่เป็นเทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการแข่งแรลลี่ WRC

6. Clutch Kick - เทคนิคนี้ทำได้โดยการเบิ้ลคลัทช์ (การเหยียบและปล่อย ปกตจะกระทำมากกว่า ครั้งในการดริฟท์เพื่อการแต่งโค้งด้วยความรวดเร็ว) เพื่อให้แรงขับเคลื่อนเกิดการสะดุด ทำให้รถเสียสมดุล มันทำให้ล้อหลังเกิดอาการลื่นไถลและทำให้คนขับสามารถก่ออาการโอเวอร์สเตียร์ได้

7. Choku Dori - นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้หนี่งในเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเริ่มการดริฟท์ จากนั้นก็ใช้เบรกมือเพื่อการยืดการดริฟท์ในโค้ง

8. Changing Side Swing - เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแข่ง D1 ในญี่ปุ่น และมีความคล้ายคลึงกับ Inertia (Feint) Drift เป็นอย่างมาก ส่วนมากมันจะถูกใช้ในตอนที่จะดริฟท์โค้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโค้ง Double Apex และอยู่ต่อจากทางตรงยาว หากทางตรงยาวที่อยู่ก่อนโค้ง Double Apex นั้นมีลักษณะเป็นทางลง นักขับจะขับชิดขอบสนามด้านในโค้ง จากนั้น ด้วยการกะจังหวะที่ถูกต้อง นักขับจะเหวี่ยงหักรถไปอีกด้านนึงทันที การทำแบบนี้ ทำให้โมเมนตัมของรถเปลี่ยนไป ทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ตอนนี้รถอยู่ในช่วงดริฟท์แล้ว หลังจากนั้นก็ดริฟท์อย่างต่อเนื่องไปจนผ่านโ
ค้ง

9. Manji Drift เทคนิคนี้ใช้ตอนดริฟท์บนทางตรง ผู้ขับจะเหวี่ยงรถสลับข้างไปมาระหว่างดริฟท์ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก มันสามารถใช้เป็นเทคนิคนำก่อนจะใช้เทคนิคต่อ ๆ ไปในข้างต้นก็ได้

10. Dynamic Drift เทคนิคนี้จะคล้าย ๆ กับ Choku Dori มันใช้รูปแบบของเทคนิคด้านบนทั้งหมด และไม่จำกัดเพียงแค่ เทคนิค นำมารวมกันเพื่อให้ได้การดริฟท์ที่วางเอาไว้
11. Kansei Drift - เทคนิคนี้จะใช้เมื่อการแข่งความเร็วกัน ขณะที่เข้าโค้งมาด้วยความเร็ว คนขับจะยกคันเร่งขึ้นในขณะที่ค่อยๆเลี้ยวเข้าโค้งเพื่อให้เกิดอาการท้ายกวดอย่างนุ่มนวล และจากนั้น ก็คุมการดริฟท์โดยใช้ พวงมาลัย เบรก และ คันเร่ง

การดูแลรักษาเครื่องยนต์

ก่อนที่จะพูดกันถึงในรายละเอียดอื่น ๆ เราจะต้องมาทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ของเราเสียก่อน เครื่องยนต์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหากแบ่งตามชนิดของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
รถยนต์เบนซิน
รถยนต์เบนซินเป็นรถที่มีค่อนข้างมากในบ้านเรา เพราะด้วยความแรงและการออกตัวที่ฉับไวทันอกทันใจทำให้ครองใจใครหลาย ๆ คนจึงทำให้เลือกใช้รถประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งรถยนต์เบนซินเป็นรถยนต์ที่ต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินทั้งธรรมดาและเบนซินซุปเปอร์ ในปัจจุบันเราจะเรียกเป็นค่าอ๊อกเทน 91,95 และ 97 รถแต่ละรุ่นจะระบุอยู่ในคู่มือรถยนต์ว่าควรจะเติมน้ำมันค่าอ๊อกเทนเท่าไหร่ มีบางคนอาจจะเข้าใจว่าการเติมน้ำมันค่าอ๊อกเทนที่สูงกว่าที่ระบุในคู่มือจะทำให้รถแรง หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นอันที่จริงแล้วมันไม่มีผลเท่าไหร่ อีกทั้งยังจะทำให้คุณเปลืองสตางค์ในกระเป๋ามากขึ้น ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินนั้นจะเป็นรถเก๋งหรือรถบรรทุกเล็ก อาจจะมีรถตู้บ้างเล็กน้อย จะสังเกตได้ง่ายคือ ถ้ารถใช้หัวเทียนจะเป็นรถเบนซิน
ข้อดีของรถยนต์เบนซิน
1. อะไหล่ต่าง ๆ ของเครื่องยนต์มีราคาถูกหาซื้อง่าย
2. การเร่งความเร็วทำได้ทันอกทันใจกว่ารถยนต์ดีเซล
3. การสตาร์ทเครื่องทำได้ง่ายกว่ารถยนต์ดีเซล
4. เครื่องยนต์ใหม่และมือสองมีราคาถูก

ข้อเสียของรถยนต์เบนซิน
1. การสึกหรอของเครื่องยนต์มีมาก อายุการใช้งานน้อย
2. น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง
3. ทำให้เกิดมลภาวะ (ทำการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์)

จุดไหนของเครื่องยนต์ที่ต้องดูแลรักษา  จุดหลัก ๆ คงจะเป็นภายในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งได้แบ่งเป็นจุดต่างๆ คือ
1.  ระบบหล่อลื่น (การดูแลน้ำมันเครื่อง และใส้กรองน้ำมันเครื่อง)
2.  แบตเตอรี่ (ระบบไฟฟ้า)
3.  หม้อน้ำ (ระบบหล่อเย็น)
4.  หม้อกรองและไส้กรองอากาศ
5.  จานจ่ายและหัวเทียน (ระบบจุดระเบิด)
6.  คอยล์และมอเตอร์สตาร์ท (ระบบสตาร์ท)
7.  ฟิวส์และหลอดไฟ
8.   ระบบเบรก
9.   ระบบคลัตซ์และเกียร์
10. ล้อและยาง
11. การบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะหรือการใช้งาน

การดูแลน้ำมันเครื่อง (ระบบหล่อลื่น)
อย่างแรกที่ต้องดูแลเอาใจใส่ก็คือ การดูแลและวัดระดับน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันเครื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องการน้ำ ถ้าขาดเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น รถยนต์ก็เหมือนกันต้องมีน้ำมันเครื่องมาคอยหล่อเลี้ยงอยูตลอดไม่เช่นนั้นเครื่องคงตั้งพังแน่นอน
หน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องคือ ช่วยหล่อลื่นระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้เดินสะดวก ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์จึงจำเป็ต้องตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเมื่อใช้ไปนาน ๆ เพราะจะมีสิ่งปลอมปนทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดน้อยลงตามอายุการใช้งาน

การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
ตามหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่แล้วบรรดาช่างต่าง ๆ จะแนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 3 เดือน หรือทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ว่าจะถึงจุดไหนก่อน อย่างเช่น รถวิ่งทางไกลมาถึงระยะ 5,000 กิโลเมตร ภายใน 2 เดือนครึ่ง ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้เลยไม่ต้องรอให้ครบ 3 เดือน) หรืออาจจะดูตามคู่มือรถของท่านแล้วก็ปฏิบัติตามนั้น ถ้าจะให้ดีในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยทุกครั้ง เพราะความสกปรกในไส้กรองอาจเข้าไปทำให้น้ำมันที่เติมใหม่มีสิ่งปลอมปน ที่สำคัญควรจะให้ช่างผู้มีความชำนาญงานเป็นผู้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองให้กับท่าน ถ้าหากว่าท่านไม่รู้เรื่องช่างหรือไม่ชำนาญพอ

ขั้นตอนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง
1. ถ้าเครื่องเย็นให้สตาร์ทเครื่องยนต์ และอุ่นเครื่องไว้จนเครื่องร้อนถึงระดับปกติจึงดับเครื่อง
2. เปิดฝากระโปรงหน้าและถอดฝาเติมน้ำมันออก ถอดนอตถ่ายน้ำมันเครื่องที่ด้านล่างของเครื่องยนต์ออก ปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลลงภาชนะที่เตรียมไว้
3. ถอดไส้กรองน้ำมันเครื่องออก ปล่อยให้น้ำมันส่วนที่เหลือไหลออกมา การถอดไส้กรองน้ำมันเครื่องจำเป็นต้องใช้บล๊อกถอดไส้กรองโดยเฉพาะ
4.ติดตั้งไส้กรองน้ำมันเครื่องใหม่ ตามขั้นตอนที่แนบมากับไส้กรองน้ำมันเครื่อง
5.ใส่แหวนรองตัวใหม่เข้ากับนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง ขันนอตถ่ายน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่ด้วยแรงบิด 44 นิวตัน-เมตร (N.M) หรือบิดด้วยมือเท่านั้น
6.เติมน้ำมันเครื่องชนิดที่แนะนำให้ใช้ใส่ลงในเครื่องยนต์ เครื่องเบนซินเติมน้ำมันเครื่องเบนซิน เครื่องดีเซลเติมน้ำมันเครื่องดีเซล
7.ปิดฝาเติมน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์สัญญาณไฟเตือนความดันน้ำมันเครื่องควรจะดับภายใน 5 วินาที แต่ถ้าไฟเตือนไม่ดับท่านจะต้องดับเครื่องยนต์และตรวจดูพลาดว่าทำขั้นตอนก่อนหน้าผิดพลาดหรือเปล่า
8.ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินหลาย ๆ นาที เช็คดูที่นอตถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำมันเครื่องรั่วออกมาหรือไม่
9.ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักแล้วเช็คระดับน้ำมันเครื่องอีกครั้ง ถ้าจำเป็นให้เติมน้ำมันเครื่องจนถึงขีดบนของก้านวัด
สำหรับการตรวจสอบน้ำมันเครื่องควรจะเช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และควรตรวจสอบอยู่เสมอหากเป็นรถที่ใช้งานหนัก หรือวิ่งทางไกลควรเช็คอยู่เป็นประจำ

การเช็คระดับน้ำมันเครื่อง ต้องกระทำอยู่เสมอเพื่อความแน่นอนในการขับรถ
การเช็คระดับน้ำมันเครื่องให้ทำหลังจากดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลา 2 นาที เพื่อให้น้ำมันไหลลงด้านล่างของเครื่องก่อน และรถจะต้องจอดอยู่บนพื้นราบด้วย
1.  ให้ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาแล้วใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่ซับเช็คก้านวัดให้ไม่มีรอยน้ำมันเครื่องเดิมที่ติดขึ้นมา
2.  เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่จนสุด
3.  ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง ตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องบนปลายก้านวัด ถ้าน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีดล่างและขีดบนแสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องถูกต้องแล้ว ถ้าน้ำมันเครื่องอยู่ที่ขีดล่างหรือต่ำกว่าให้เติมน้ำมันเครื่องจนได้ระดับที่ถูกต้อง

การเติมน้ำมันเครื่อง
เมื่อพบว่าน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าระดับมาตรฐาน จะต้องเติมให้ได้ระดับซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์
2. ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาซึ่งจะอยู่ข้าง ๆ เครื่องยนต์ ส่วนตอนปลายจะมีลักษณะแบนประมาณ 2 นิ้ว และจะมีตัวหนังสือเขียนกำกับเอาไว้ คือ
MAX        หมายความว่า  มาก
MID        หมายความว่า  ปานกลาง
MIN        หมายความว่า  น้อย
เมื่อดึงก้านน้ำมันเครื่องขึ้นมาจะมีน้ำมันติดปลายก้านวัดมาด้วยให้ดูว่าน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่สูงสุดอยู่ในระดับไหน เช่น
MAX        หมายความว่า ยังไม่ต้องเติมน้ำมันเครื่อง
MID        หมายความว่า ให้เติมน้ำมันเครื่องเล็กน้อยให้ได้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับกึ่งกลางของ MAX  และ MID
MIN        หมายความว่า ต้องเติมน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับกึ่งกลางของ MAX และ MID 
3. การเติมน้ำมันเครื่องให้เปิดฝาเครื่องยนต์ขึ้นมาแล้วเทน้ำมันเครื่องลงไป การเติมแต่ละครั้งให้ดูการวัดจากก้านวัดน้ำมันเครื่องจากข้อ 2 และที่สำคัญการเติมในแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1.5-2 ลิตรเป็นอย่างมาก
4. การวัดระดับน้ำมันเครื่อง หลังจากเติมน้ำมันเครื่องให้ใส่ก้านวัดน้ำมันเครื่องกลับไปในช่องเดิม ก่อนใส่ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่เช็ดปลายให้หมดรอยน้ำมัน แล้วจึงใส่กลับลงไปให้สุดแล้วดึงขึ้นมาดูระดับของน้ำมันตามรายละเอียดในข้อ 2
5. เมื่อได้ระดับน้ำมันเครื่องตามที่ต้องการแล้ว ให้ใส่ก้านวัดน้ำมันเครื่องเข้าที่เดิม ปิดฝาเครื่องยนต์ แล้วจึงปิดฝากระโปรงให้เรียบร้อย

ประโยชน์ของน้ำมันเครื่อง
1. ช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์
2. ช่วยลดการเสียดทาน และสึกหรอของเครื่องยนต์
3. รักษาความสะอาดภายในเครื่องยนต์
4. ลดตะกอนสะสม ป้องกันการเกิดสนิม และการกัดกร่อน
5. ช่วยให้รถสตาร์ทติดง่าย

การดูแลรักษาแบตเตอร์รี่รถยนต์

1.ก่อน start รถทุกครั้งควรปิดแอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ไฟทั้งหมด
2.หมั่นดูแลน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ [แบตฯแบบเติมน้ำกลั่น]
3.อย่าเติมน้ำกลั่นมากกว่าระดับที่กำหนดไว้ 
4.ควรทำความสะอาดขั้วแบตฯให้สะอาดอยู่เสมอ
5.ถ้าขั้วแบตฯ เกิดคราบสกปรก [ขี้เกลือขาวๆ] ควรใช้น้ำร้อนราดและใช้แปรงมาทำความสะอาด [ห้ามใช้แปรงลวดนะครับ] อาจเกิดการช๊อตได้
6.เวลาดับเครื่องยนต์ ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงเป็นเวลานานๆ บ่อยๆ เพราะกระแสไฟจะน้อยลง อาจจะstart เครื่องยนต์ไม่ติดได้ และ ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงจนแบตฯหมดหลายๆครั้ง เกิน4-5 ครั้ง แบตฯอาจเสื่อมหรือเสียได้ครับ
7.ถ้าจอดรถไว้หลาย ๆ วัน [มีรถหลายคัน] ควรทำการstart เครื่องทิ้งไว้และควรเร่งรอบเครื่องยนต์ 1500 รอบ เพื่อให้ไดชาร์จได้ชาร์จไฟเข้าแบตฯด้วยครับ
8.การเปลี่ยนแบตฯลูกใหม่ควรใส่วงแหวนกันขี้เกลือและแบตเตอรี่ที่ใส่ใหม่ควรชาร์จไฟเต็มก่อน
9.การstart รถไว้และเปิดเครื่องเสียงเป็นเวลานานๆ มากๆ ควรเร่งรอบเครื่องให้เกิน1000 รอบ เพื่อให้มีกระแสไฟไปชาร์จแบตฯด้วยครับ
10.เมื่อกลับถึงบ้านดับเครื่องยนต์ แล้วควรเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และเป็นการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
11.หมั่นทำความสะอาดขั้วแบตฯ และตัวแบตฯ ด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะแบตฯ ที่เติมน้ำกลั่น ตรงจุกที่เติมน้ำกลั่นจะมีการระเหยของกรดซึ่งเป็นอันตรายต่อตัวถังรถกรดนี้สามารถกัดเหล็กให้ผุกร่อนได้นะครับ
12.ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงดังๆ มากๆ บ่อยๆ จะทำให้แบตฯทำงานหนักอายุการใช้งานจะสั้นและเสียเร็วขึ้น
13.ถ้าต้องการแบตฯ ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเลือกใช้แบตฯ PUMA จ่ายกระแสไฟได้สูงกว่าแบตฯ ทั่วไปและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตฯทั่วไป
14. ติดตั้งแบตฯนอกห้องเครื่องยนต์เช่น ด้านท้ายรถ หรือ ใต้เบาะคนนั่ง[แบตฯไม่เต็มน้ำกลั่น] หรือ สร้างกล่องโลหะครอบแบตฯกันความร้อนช่วยยืดอายุการใช้งานครับ
15.ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น แบตฯจะมีอายุการใช้งานมากกว่าประเทศที่มีอากาศร้อนครับ


ที่มา http://www.khuangsingha.com/forum/index.php?topic=2381.0

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การดูแลรถยนต์ให้ใหม่อยู่เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อรถด้วยเหตุผลของราคา ประโยชน์ใช้สอย และอัตราการบริโภคน้ำมันของเครื่องยนต์ น้อยคนนักที่จะนึกถึงการบำรุงรักษาเครื่องยนต์หลังจากได้เป็นเจ้าของรถแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของรถควรทราบและคำนึงถึง วันนี้จึงมีข้อควรปฏิบัติสำหรับเจ้าของรถเพื่อยืดอายุการใช้งานพาหนะคู่ใจ และการบำรุงรักษาให้เหมือนใหม่เสมอ ดังนี้
  - ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ได้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางในการตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกที ว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่ อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด
  - สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปีคุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งาน ถ้ามีการสะสมงบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบกับการเงินของคุณ
  - หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ
  - เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ
  - เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง
  - ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยาว์
  - ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี
  - ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้งจะช่วยให้เครื่องยนต์มีความคล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอดเพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์