เที่ยวเขาค้อ

ปฏิทิน

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การปรับตั้งรถเพื่อการดริฟท์ ขั้นต้น

1. ช็อคอัพฯ คู่หน้า แบบมีบอลจ๊อยท์ เพื่อปรับตั้งให้มุมล้อหน้าแบะออก หรือ แคมเบอร์เป็นลบ เพิ่มเพิ่มความยึดเกาะของล้อคู่หน้าให้มากกว่าคู่หลังโดยเฉพาะในโค้ง ซึ่งการปรับเช่นนี้จะช่วยให้การควบคุมรถผ่านโค้งไปง่ายขึ้น ส่วนล้อหลังพยายามให้มุมแคมเบอร์เป็นกลางให้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้ท้ายกวาดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการแบะของล้อที่มีน้อยกว่าล้อหน้า 

2. ช็อคอัพฯควรมีลักษณะ แข็งและหนึบ พวกแข็งแบบเด้งๆแบบช็อคอัพฯตัดแกนอัดน้ำมัน ตัดสปริง ใช้ไม่ได้ อันตราย 

3. เฟืองท้าย แบบ ลิมิเต็ด สลิป ดิฟเฟอเรนเชียล หรือ L.S.D. ( Limited Slip Differential) ภาษาชาวบ้านเรียก เต็ด ขั้นต้นใช้เฟืองท้ายลิมิเต็ดฯ ที่ติดมากับโรงงานก็เพียงพอ เช่นของนิสสันสกายไลน์ หรือ ซิลเวีย สำหรับรถนิสสัน ส่วนโตโยต้า ก็จะมีของติดรถอยู่แต่จะหายากกว่าของนิสสัน สำหรับ เฟืองท้ายลิมิเต็ดของแต่งนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝีมือขึ้นไปอีกระดับแล้ว  การดริฟท์โดยปราศจากเฟืองท้าย ลิมิเต็ดฯ นั้น จะทำให้การดริฟท์ยากขึ้น เนื่องจากเฟืองท้าย ลิมิเต็ดฯจะทำให้ล้อทั้ง 
ข้าง ปั่นออกมาพร้อมๆกัน ช่วยให้รถนั้นนิ่งกว่าในขณะการดริฟท์ เมื่อเทียบกับเฟืองท้ายแบบธรรมดา เพราะเฟืองท้ายแบบธรรมดา ล้อจะหมุนแค่ข้างเดียวและลากล้ออีกข้างไปด้วย ซึ่งทำให้เสียกำลังไป

วิธีการดริฟท์  (ก่อนอื่นเราควรปิดที่ถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้รถเกิดการสไลด์)
1. Braking Drift - การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิดการดริฟท์ได้ดีกว่า

2. Power Over Drift - การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหนุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด

3. Inertia (Feint) Drift - 
เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง

4. Handbrake/ebrake Drift - เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับเคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแรงกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิคอื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดริฟท์ในโค้งกว้าง

5. Dirt Drop Drift - เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินหรือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึดเกาะได้ นี่เป็นเทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการแข่งแรลลี่ WRC

6. Clutch Kick - เทคนิคนี้ทำได้โดยการเบิ้ลคลัทช์ (การเหยียบและปล่อย ปกตจะกระทำมากกว่า ครั้งในการดริฟท์เพื่อการแต่งโค้งด้วยความรวดเร็ว) เพื่อให้แรงขับเคลื่อนเกิดการสะดุด ทำให้รถเสียสมดุล มันทำให้ล้อหลังเกิดอาการลื่นไถลและทำให้คนขับสามารถก่ออาการโอเวอร์สเตียร์ได้

7. Choku Dori - นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้หนี่งในเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเริ่มการดริฟท์ จากนั้นก็ใช้เบรกมือเพื่อการยืดการดริฟท์ในโค้ง

8. Changing Side Swing - เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแข่ง D1 ในญี่ปุ่น และมีความคล้ายคลึงกับ Inertia (Feint) Drift เป็นอย่างมาก ส่วนมากมันจะถูกใช้ในตอนที่จะดริฟท์โค้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโค้ง Double Apex และอยู่ต่อจากทางตรงยาว หากทางตรงยาวที่อยู่ก่อนโค้ง Double Apex นั้นมีลักษณะเป็นทางลง นักขับจะขับชิดขอบสนามด้านในโค้ง จากนั้น ด้วยการกะจังหวะที่ถูกต้อง นักขับจะเหวี่ยงหักรถไปอีกด้านนึงทันที การทำแบบนี้ ทำให้โมเมนตัมของรถเปลี่ยนไป ทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ตอนนี้รถอยู่ในช่วงดริฟท์แล้ว หลังจากนั้นก็ดริฟท์อย่างต่อเนื่องไปจนผ่านโ
ค้ง

9. Manji Drift เทคนิคนี้ใช้ตอนดริฟท์บนทางตรง ผู้ขับจะเหวี่ยงรถสลับข้างไปมาระหว่างดริฟท์ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก มันสามารถใช้เป็นเทคนิคนำก่อนจะใช้เทคนิคต่อ ๆ ไปในข้างต้นก็ได้

10. Dynamic Drift เทคนิคนี้จะคล้าย ๆ กับ Choku Dori มันใช้รูปแบบของเทคนิคด้านบนทั้งหมด และไม่จำกัดเพียงแค่ เทคนิค นำมารวมกันเพื่อให้ได้การดริฟท์ที่วางเอาไว้
11. Kansei Drift - เทคนิคนี้จะใช้เมื่อการแข่งความเร็วกัน ขณะที่เข้าโค้งมาด้วยความเร็ว คนขับจะยกคันเร่งขึ้นในขณะที่ค่อยๆเลี้ยวเข้าโค้งเพื่อให้เกิดอาการท้ายกวดอย่างนุ่มนวล และจากนั้น ก็คุมการดริฟท์โดยใช้ พวงมาลัย เบรก และ คันเร่ง

การดูแลรักษาเครื่องยนต์

ก่อนที่จะพูดกันถึงในรายละเอียดอื่น ๆ เราจะต้องมาทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ของเราเสียก่อน เครื่องยนต์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหากแบ่งตามชนิดของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
รถยนต์เบนซิน
รถยนต์เบนซินเป็นรถที่มีค่อนข้างมากในบ้านเรา เพราะด้วยความแรงและการออกตัวที่ฉับไวทันอกทันใจทำให้ครองใจใครหลาย ๆ คนจึงทำให้เลือกใช้รถประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งรถยนต์เบนซินเป็นรถยนต์ที่ต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินทั้งธรรมดาและเบนซินซุปเปอร์ ในปัจจุบันเราจะเรียกเป็นค่าอ๊อกเทน 91,95 และ 97 รถแต่ละรุ่นจะระบุอยู่ในคู่มือรถยนต์ว่าควรจะเติมน้ำมันค่าอ๊อกเทนเท่าไหร่ มีบางคนอาจจะเข้าใจว่าการเติมน้ำมันค่าอ๊อกเทนที่สูงกว่าที่ระบุในคู่มือจะทำให้รถแรง หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นอันที่จริงแล้วมันไม่มีผลเท่าไหร่ อีกทั้งยังจะทำให้คุณเปลืองสตางค์ในกระเป๋ามากขึ้น ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินนั้นจะเป็นรถเก๋งหรือรถบรรทุกเล็ก อาจจะมีรถตู้บ้างเล็กน้อย จะสังเกตได้ง่ายคือ ถ้ารถใช้หัวเทียนจะเป็นรถเบนซิน
ข้อดีของรถยนต์เบนซิน
1. อะไหล่ต่าง ๆ ของเครื่องยนต์มีราคาถูกหาซื้อง่าย
2. การเร่งความเร็วทำได้ทันอกทันใจกว่ารถยนต์ดีเซล
3. การสตาร์ทเครื่องทำได้ง่ายกว่ารถยนต์ดีเซล
4. เครื่องยนต์ใหม่และมือสองมีราคาถูก

ข้อเสียของรถยนต์เบนซิน
1. การสึกหรอของเครื่องยนต์มีมาก อายุการใช้งานน้อย
2. น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง
3. ทำให้เกิดมลภาวะ (ทำการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์)

จุดไหนของเครื่องยนต์ที่ต้องดูแลรักษา  จุดหลัก ๆ คงจะเป็นภายในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งได้แบ่งเป็นจุดต่างๆ คือ
1.  ระบบหล่อลื่น (การดูแลน้ำมันเครื่อง และใส้กรองน้ำมันเครื่อง)
2.  แบตเตอรี่ (ระบบไฟฟ้า)
3.  หม้อน้ำ (ระบบหล่อเย็น)
4.  หม้อกรองและไส้กรองอากาศ
5.  จานจ่ายและหัวเทียน (ระบบจุดระเบิด)
6.  คอยล์และมอเตอร์สตาร์ท (ระบบสตาร์ท)
7.  ฟิวส์และหลอดไฟ
8.   ระบบเบรก
9.   ระบบคลัตซ์และเกียร์
10. ล้อและยาง
11. การบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะหรือการใช้งาน

การดูแลน้ำมันเครื่อง (ระบบหล่อลื่น)
อย่างแรกที่ต้องดูแลเอาใจใส่ก็คือ การดูแลและวัดระดับน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันเครื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องการน้ำ ถ้าขาดเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น รถยนต์ก็เหมือนกันต้องมีน้ำมันเครื่องมาคอยหล่อเลี้ยงอยูตลอดไม่เช่นนั้นเครื่องคงตั้งพังแน่นอน
หน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องคือ ช่วยหล่อลื่นระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้เดินสะดวก ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์จึงจำเป็ต้องตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเมื่อใช้ไปนาน ๆ เพราะจะมีสิ่งปลอมปนทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดน้อยลงตามอายุการใช้งาน

การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
ตามหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่แล้วบรรดาช่างต่าง ๆ จะแนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 3 เดือน หรือทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ว่าจะถึงจุดไหนก่อน อย่างเช่น รถวิ่งทางไกลมาถึงระยะ 5,000 กิโลเมตร ภายใน 2 เดือนครึ่ง ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้เลยไม่ต้องรอให้ครบ 3 เดือน) หรืออาจจะดูตามคู่มือรถของท่านแล้วก็ปฏิบัติตามนั้น ถ้าจะให้ดีในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยทุกครั้ง เพราะความสกปรกในไส้กรองอาจเข้าไปทำให้น้ำมันที่เติมใหม่มีสิ่งปลอมปน ที่สำคัญควรจะให้ช่างผู้มีความชำนาญงานเป็นผู้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองให้กับท่าน ถ้าหากว่าท่านไม่รู้เรื่องช่างหรือไม่ชำนาญพอ

ขั้นตอนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง
1. ถ้าเครื่องเย็นให้สตาร์ทเครื่องยนต์ และอุ่นเครื่องไว้จนเครื่องร้อนถึงระดับปกติจึงดับเครื่อง
2. เปิดฝากระโปรงหน้าและถอดฝาเติมน้ำมันออก ถอดนอตถ่ายน้ำมันเครื่องที่ด้านล่างของเครื่องยนต์ออก ปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลลงภาชนะที่เตรียมไว้
3. ถอดไส้กรองน้ำมันเครื่องออก ปล่อยให้น้ำมันส่วนที่เหลือไหลออกมา การถอดไส้กรองน้ำมันเครื่องจำเป็นต้องใช้บล๊อกถอดไส้กรองโดยเฉพาะ
4.ติดตั้งไส้กรองน้ำมันเครื่องใหม่ ตามขั้นตอนที่แนบมากับไส้กรองน้ำมันเครื่อง
5.ใส่แหวนรองตัวใหม่เข้ากับนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง ขันนอตถ่ายน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่ด้วยแรงบิด 44 นิวตัน-เมตร (N.M) หรือบิดด้วยมือเท่านั้น
6.เติมน้ำมันเครื่องชนิดที่แนะนำให้ใช้ใส่ลงในเครื่องยนต์ เครื่องเบนซินเติมน้ำมันเครื่องเบนซิน เครื่องดีเซลเติมน้ำมันเครื่องดีเซล
7.ปิดฝาเติมน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์สัญญาณไฟเตือนความดันน้ำมันเครื่องควรจะดับภายใน 5 วินาที แต่ถ้าไฟเตือนไม่ดับท่านจะต้องดับเครื่องยนต์และตรวจดูพลาดว่าทำขั้นตอนก่อนหน้าผิดพลาดหรือเปล่า
8.ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินหลาย ๆ นาที เช็คดูที่นอตถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำมันเครื่องรั่วออกมาหรือไม่
9.ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักแล้วเช็คระดับน้ำมันเครื่องอีกครั้ง ถ้าจำเป็นให้เติมน้ำมันเครื่องจนถึงขีดบนของก้านวัด
สำหรับการตรวจสอบน้ำมันเครื่องควรจะเช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และควรตรวจสอบอยู่เสมอหากเป็นรถที่ใช้งานหนัก หรือวิ่งทางไกลควรเช็คอยู่เป็นประจำ

การเช็คระดับน้ำมันเครื่อง ต้องกระทำอยู่เสมอเพื่อความแน่นอนในการขับรถ
การเช็คระดับน้ำมันเครื่องให้ทำหลังจากดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลา 2 นาที เพื่อให้น้ำมันไหลลงด้านล่างของเครื่องก่อน และรถจะต้องจอดอยู่บนพื้นราบด้วย
1.  ให้ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาแล้วใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่ซับเช็คก้านวัดให้ไม่มีรอยน้ำมันเครื่องเดิมที่ติดขึ้นมา
2.  เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องกลับเข้าที่จนสุด
3.  ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง ตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องบนปลายก้านวัด ถ้าน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีดล่างและขีดบนแสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องถูกต้องแล้ว ถ้าน้ำมันเครื่องอยู่ที่ขีดล่างหรือต่ำกว่าให้เติมน้ำมันเครื่องจนได้ระดับที่ถูกต้อง

การเติมน้ำมันเครื่อง
เมื่อพบว่าน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าระดับมาตรฐาน จะต้องเติมให้ได้ระดับซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์
2. ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาซึ่งจะอยู่ข้าง ๆ เครื่องยนต์ ส่วนตอนปลายจะมีลักษณะแบนประมาณ 2 นิ้ว และจะมีตัวหนังสือเขียนกำกับเอาไว้ คือ
MAX        หมายความว่า  มาก
MID        หมายความว่า  ปานกลาง
MIN        หมายความว่า  น้อย
เมื่อดึงก้านน้ำมันเครื่องขึ้นมาจะมีน้ำมันติดปลายก้านวัดมาด้วยให้ดูว่าน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่สูงสุดอยู่ในระดับไหน เช่น
MAX        หมายความว่า ยังไม่ต้องเติมน้ำมันเครื่อง
MID        หมายความว่า ให้เติมน้ำมันเครื่องเล็กน้อยให้ได้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับกึ่งกลางของ MAX  และ MID
MIN        หมายความว่า ต้องเติมน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับกึ่งกลางของ MAX และ MID 
3. การเติมน้ำมันเครื่องให้เปิดฝาเครื่องยนต์ขึ้นมาแล้วเทน้ำมันเครื่องลงไป การเติมแต่ละครั้งให้ดูการวัดจากก้านวัดน้ำมันเครื่องจากข้อ 2 และที่สำคัญการเติมในแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1.5-2 ลิตรเป็นอย่างมาก
4. การวัดระดับน้ำมันเครื่อง หลังจากเติมน้ำมันเครื่องให้ใส่ก้านวัดน้ำมันเครื่องกลับไปในช่องเดิม ก่อนใส่ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่เช็ดปลายให้หมดรอยน้ำมัน แล้วจึงใส่กลับลงไปให้สุดแล้วดึงขึ้นมาดูระดับของน้ำมันตามรายละเอียดในข้อ 2
5. เมื่อได้ระดับน้ำมันเครื่องตามที่ต้องการแล้ว ให้ใส่ก้านวัดน้ำมันเครื่องเข้าที่เดิม ปิดฝาเครื่องยนต์ แล้วจึงปิดฝากระโปรงให้เรียบร้อย

ประโยชน์ของน้ำมันเครื่อง
1. ช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์
2. ช่วยลดการเสียดทาน และสึกหรอของเครื่องยนต์
3. รักษาความสะอาดภายในเครื่องยนต์
4. ลดตะกอนสะสม ป้องกันการเกิดสนิม และการกัดกร่อน
5. ช่วยให้รถสตาร์ทติดง่าย

การดูแลรักษาแบตเตอร์รี่รถยนต์

1.ก่อน start รถทุกครั้งควรปิดแอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ไฟทั้งหมด
2.หมั่นดูแลน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ [แบตฯแบบเติมน้ำกลั่น]
3.อย่าเติมน้ำกลั่นมากกว่าระดับที่กำหนดไว้ 
4.ควรทำความสะอาดขั้วแบตฯให้สะอาดอยู่เสมอ
5.ถ้าขั้วแบตฯ เกิดคราบสกปรก [ขี้เกลือขาวๆ] ควรใช้น้ำร้อนราดและใช้แปรงมาทำความสะอาด [ห้ามใช้แปรงลวดนะครับ] อาจเกิดการช๊อตได้
6.เวลาดับเครื่องยนต์ ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงเป็นเวลานานๆ บ่อยๆ เพราะกระแสไฟจะน้อยลง อาจจะstart เครื่องยนต์ไม่ติดได้ และ ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงจนแบตฯหมดหลายๆครั้ง เกิน4-5 ครั้ง แบตฯอาจเสื่อมหรือเสียได้ครับ
7.ถ้าจอดรถไว้หลาย ๆ วัน [มีรถหลายคัน] ควรทำการstart เครื่องทิ้งไว้และควรเร่งรอบเครื่องยนต์ 1500 รอบ เพื่อให้ไดชาร์จได้ชาร์จไฟเข้าแบตฯด้วยครับ
8.การเปลี่ยนแบตฯลูกใหม่ควรใส่วงแหวนกันขี้เกลือและแบตเตอรี่ที่ใส่ใหม่ควรชาร์จไฟเต็มก่อน
9.การstart รถไว้และเปิดเครื่องเสียงเป็นเวลานานๆ มากๆ ควรเร่งรอบเครื่องให้เกิน1000 รอบ เพื่อให้มีกระแสไฟไปชาร์จแบตฯด้วยครับ
10.เมื่อกลับถึงบ้านดับเครื่องยนต์ แล้วควรเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และเป็นการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
11.หมั่นทำความสะอาดขั้วแบตฯ และตัวแบตฯ ด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะแบตฯ ที่เติมน้ำกลั่น ตรงจุกที่เติมน้ำกลั่นจะมีการระเหยของกรดซึ่งเป็นอันตรายต่อตัวถังรถกรดนี้สามารถกัดเหล็กให้ผุกร่อนได้นะครับ
12.ไม่ควรเปิดเครื่องเสียงดังๆ มากๆ บ่อยๆ จะทำให้แบตฯทำงานหนักอายุการใช้งานจะสั้นและเสียเร็วขึ้น
13.ถ้าต้องการแบตฯ ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเลือกใช้แบตฯ PUMA จ่ายกระแสไฟได้สูงกว่าแบตฯ ทั่วไปและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตฯทั่วไป
14. ติดตั้งแบตฯนอกห้องเครื่องยนต์เช่น ด้านท้ายรถ หรือ ใต้เบาะคนนั่ง[แบตฯไม่เต็มน้ำกลั่น] หรือ สร้างกล่องโลหะครอบแบตฯกันความร้อนช่วยยืดอายุการใช้งานครับ
15.ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น แบตฯจะมีอายุการใช้งานมากกว่าประเทศที่มีอากาศร้อนครับ


ที่มา http://www.khuangsingha.com/forum/index.php?topic=2381.0

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การดูแลรถยนต์ให้ใหม่อยู่เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อรถด้วยเหตุผลของราคา ประโยชน์ใช้สอย และอัตราการบริโภคน้ำมันของเครื่องยนต์ น้อยคนนักที่จะนึกถึงการบำรุงรักษาเครื่องยนต์หลังจากได้เป็นเจ้าของรถแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของรถควรทราบและคำนึงถึง วันนี้จึงมีข้อควรปฏิบัติสำหรับเจ้าของรถเพื่อยืดอายุการใช้งานพาหนะคู่ใจ และการบำรุงรักษาให้เหมือนใหม่เสมอ ดังนี้
  - ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ได้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางในการตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกที ว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่ อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด
  - สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปีคุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งาน ถ้ามีการสะสมงบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบกับการเงินของคุณ
  - หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ
  - เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ
  - เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง
  - ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยาว์
  - ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี
  - ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้งจะช่วยให้เครื่องยนต์มีความคล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอดเพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

7 วิธี ขับประหยัดกับเกียร์ ออโต้

ช่วงนี้แม้ราคาน้ำมันอาจจะลงไปแล้วหลังนโยบายรัฐบาลตัดสินลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันส่งผลให้ราคาทรุดฮวบไปในทันใด แต่ถึงจะเริ่มวางใจได้แต่นโยบายนี้ก็เปิดมาแล้วว่าเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และการประหยัดที่แท้จริงยังอยู่กับเราๆท่านๆเหมือนเดิม
หลายครั้งที่เราออกมาพูดเรื่องการประหยัดน้ำมันปาวๆ ทำโน่นนี่นั่น แต่ครั้งนี้เราจะต่างออกไปด้วยการพูดถึงเทคนิคการขับเสียส่วนใหญ่ ที่คราวนี้เราขอตามกระแสกับ 7 เทคนิคที่คุณต้องรู้เอาไว้ ถ้าคุณกำลังใช้รถเกียร์อัตโนมัติ
1.รู้จักรถยิ่งขับยิ่งประหยัด เราหลายคนรู้จักรถดีขับมันทุกวันแต่ไม่คุ้นเคยกับนิสัยของมันเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่น่าแปลก เพราะการขับขี่นั้นจำเป็นต้องรู้จักรถให้ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องจดจำคือช่วงที่แรงบิดสูงสุดถูกเรียกออกมา ซึ่งจะมีประโยชน์มากยามเร่งแซง
2.Walking Speed หลายคนที่ขับรถนั้นไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้เท่าไรนักแต่ walking Speed นั้นหมายถึงการที่รถยนต์สามารถเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ต้องแตะคันเร่ง ตามปกติสำหรับเกียร์ออโต้แล้ว Walking speed คือสิ่งที่เราทำกันอยู่ประจำยามที่เราไม่ได้เดินคันเร่ง ซึ่งมีประโยชน์ตอนที่กาจราจรติดขัดหรือตอนเข้าที่จอดรถ เพราะยิ่งเร่งน้อยก็ยิ่งประหยัด
3 เกียร์ L ขึ้นทางชันรับรองว่าประหยัดกว่า ในการขึ้นทางชันนั้นเราหลายคนมักละเลยในการเปลี่ยนโหมดเกียร์มาใช้เกียร์ L ด้วยความสะดวกเข้าว่า ความจริงแล้วถามว่าผิดหรือคำตอบคือไม่ แต่มันไม่เหมาะสม เพราะเกียร์ D นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์ แต่ในการขึ้นทางชันที่แรงต้านทานจากเนินสูง โดยเฉพาะการขึ้นที่จอดรถ การใช้เกียร์ L โดยใช้กำลังแรงบิดเครื่องส่งขึ้นนั้นจะทำให้รถไม่ต้องออกแรงสู้กับเนินมากผลคือประหยัดกว่า ชัวร์!
4.คิกดาวน์อย่าทำบ่อยถ้าไม่จำเป็น การคิกดาวน์ในเกียร์อัตโนมัตินั้นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสร้างความสะดวกสบายในการเร่งแซง แต่มันก็ต้องแลกมาดัวยอัตรากินน้ำมัน ซึ่งแม้ระบบเกียร์ปัจจุบันจะมีการพัฒนาให้ตอบสนองได้ดีส่งกำลังได้มากยิ่งขึ้น แต่การคิกดาวน์ก็ยังเปรียบได้ดั่งการกระชากเกียร์อยู่ดี
หลายคนที่ขับเกียร์อัตโนมัติเข้าใจว่าการคิกดาวน์นั้นเป็นหนทางเดียวที่เร่งแซง แต่ความจริงแล้วนอกจากที่ปลายเท้าแล้วยังมีการใช้ระบบ Overdrive หรือ O/d ซึ่งทำให้เกียร์เปลี่ยนอย่างนิ่มนวลมากกว่าการคิกดาวน์หรือบางคันเป็นตำแหน่ง 3/D3 ตามแต่ยี่ห้อรถ
5 คันเร่งเดินให้เนียน หลายคนที่ไม่ได้ฝึกขับรถอย่างจริงจังนั้นมักจะไม่ทราบว่าการเดินคันเร่งนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งชีพในการพิชิตความประหยัดที่จะใช้น้ำมันทุกหยดให้คุ้มค่า การใช้คันเร่งนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากในรถเกียร์ออโต้ เพราะเมื่อเรากดคันเร่งลึกไประบบเกียร์ก็จะคิกดาวน์หรือน้อยไป รถก็วิ่งแบบคลานๆ เราต้องหาความพอดี โดยอาจจะใช้วิธีกดเร่งไปถึงระดับความเร็วที่ต้องการก่อนแล้วผ่อนรักษาความเร็ว ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่ให้การประหยัดน้ำมันที่ดีทีเดียว และที่สำคัญไปกว่านั้นพยายามรักษาความเร็วให้คงที่ตลอดทาง หากรถคุณมีระบบ Cruise Control อย่าลืมที่จะใช้มันในการขับขี่
6.เบรคให้น้อยชะลอบ่อยๆ เราหลายคนที่ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ที่ชินกับการเร่งและเบรคนั้น อาจจะไม่ค่อยมีสไตล์การขับขี่ที่ใช้วิธีชะลอความเร็วเหมือนคนที่ขับรถเกียร์รรมดา ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากความคุ้นเคย แต่เชื่อหรือไม่การชะลอความเร็วโดยไม่เบรคนั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการของวิธีประหยัดน้ำมันด้วย
เรื่องนี้ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกันแต่มันคือข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อเราเบรคลดลมจากท่อไอดีจะถูกดูดมาที่หม้อลมเพื่อลดการทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งจะมีอัตราลดลงมากกว่าการที่เราไม่เหยียบคันเร่งหรือชะลอความเร็ว นี่ยังไม่นับการสูญเสียน้ำมันกับการเร่งเมื่อความเร็วลดลงกว่าที่ขับปติ ซึ่งเท่ากับการซดน้ำมัน 2 เท่าตัว
7.หัดใช้เทคโนโลยีใหม่ ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโต้หลายรุ่นเริ่มมีการติดตั้งระบบ start/stop function เข้ามาเพื่อหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว ระบบนี้ช่วยคุณประหยัดได้มาก-มาที่สุดในสภาวะการจราจรที่ติดขัด เพราะเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานก็หยุดจ่ายน้ำมัน ผลคือประหยัดแน่นอน ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ไว้ โดยปกติแล้วระบบดังกล่าวจะทำงานเมื่อเราเหยียบแป้นเบรคเป็นระยะเวลานานๆ ส่วนวิธีการรีสตาร์ทเครื่องนั้นก็เพียงกดคันเร่งก็สามารถขับขี่ต่อได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายระบบที่สำคัญต้องลองหัดดูครับ
ทั้ง 7 ข้อนี้เป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้คุณสามารถเซฟเงินในกระเป๋าได้เมื่อขับรถเกียร์ออโต้ ที่แม้ราคาน้ำมันในชั่วโมงนี้อาจจะยังไม่น่าห่วงแต่ฝึกเอาไว้ให้ชินจะมีประโยชน์มากเมื่อยามน้ำมันกลับมาแพง

10 ตระกูลรถยอดนิยมขายดีตลอดกาล

อันดับ 10 Chevrolet Impala ยอดจำหน่าย 14,000,000 คัน
รถรุ่นนี้เริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1957 และยังมีจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน กับ เจ้า เชฟวี อิมพาลา 
เก๋งขนาดใหญ่ที่ครองใจคนชาวอเมริกามาแล้ว รถรุ่นนี้ในครั้งแรกที่ออกวางจำหน่ายมันเป็นรถรุ่น
ที่ขายดีที่สุดในกลุ่ม และแม้วันนี้อิมพาลาจะถูกพัฒนาให้เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าแต่เอกลักษณ์
บอดี้ขนาดใหญ่ของมันก็ยังคงเป็นจุดเด่นที่หลายคนชื่นชอบ


อันดับที่ 9 Volkswagen Passat ยอดจำหน่าย 14,100,000 คัน
บ้านเราพอจะคุ้นเคยรถรุ่นนี้กันอยู่บ้านเรากับเจ้า passart เก๋ง ประตูขนาดกลางจากค่ายโฟล์ค 
รถรุ่นนี้เริ่มวางตลาดครั้งแรกในปี 1973 และยังคงมีทายาทของมันวางจำหน่ายในโชว์รูมอยู่อย่าง
ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้ในประเทศไทย รถรุ่นนี้มักไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่ที่ยุโรปมัน
ก็เป็นหนึ่งในรถที่ขายดี
อันดับที่ 8 Honda Accord ยอดจำหน่าย 15,800,000 คัน
นี่คงเป็นรถรุ่นที่ใครๆก็รู้จักกันดีกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ผลงานตกผลึกหนึ่งในชิ้นงานโบว์แดงจาก
ค่ายฮอนด้าที่รถรุ่นนี้เป็นรถรุ่นแรกที่เข้าไปทำตลาดทางฝั่งอเมริกา ด้วยราคาที่มันถูกกว่ารถจาก
ในประเทศอย่างมาก ทำให้ แอคคอร์ดได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และยังไม่มีใคร
ทำลายสถิติได้



อันดับที่ 7 Ford T-Model ยอดจำหน่าย 16,500,000 คัน
รถรุ่นสมัยเจ้าคุณปู่จากค่ายฟอร์ดที่ปัจจุบันนี้เลิกการผลิตไปแล้ว แต่ยังคงหาชมกันได้ตามพิพิธภัณฑ์
 ฟอร์ดรุ่นนี้นับเป็นรถรุ่นแรกที่ใครๆก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของยนตรกรรมขับเคลื่อน ล้อ ได้
 และที่น่าเหลือที่สุดคือ ตั้งแต่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1908 จนถึง 1927 ในระยะเวลาเพียง 19 ปี
 เท่านั้นรถรุ่นได้ถูกจำหน่ายออกไปถึง 16 ล้านคัน เลยทีเดียว


อันดับที่ 6 Honda Civic ยอดจำหน่าย 17,730,000 ตัน
รถรุ่นนี้ก็ค่อนข้างเป็นคุ้นหน้าคุ้นตาในบ้านเรากันเป็นอย่างดีกับ ฮอนด้า ซีวิค ที่ได้รับความนิยม
จากคนทั่วโลก รถเก๋งเล็กที่ให้ความประหยัดเช่นเดียวกับรูปลักษณ์ที่ทันสมัย รถรุ่นนี้เริ่มออกมาวาง
ตลาดครั้งแรก เมื่อปี 1973 และปัจจุบันมันเป็นรถรุ่นที่อยู่ระหว่าง แอคคอร์และ ฮอนด้า แจ๊ส


อันดับที่ 5 Ford Escort ยอดจำหน่าย 20,000,000 คัน
รถเก๋งเล็กที่เดิมทีค่ายฟอร์ดอเมริกา หมายมั่นปั้นให้มันเป็นตัวชูโรงในการบุกตลาดรถยนต์ยุโรป 
โดยรถรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1981 และมันเป็นรถรุ่นแรกของค่ายที่ถูกผลิตมาในแพลทฟอร์ม
ขับเคลื่อนล้อหน้าอย่างไรก็ดีปัจจุบันรถรุ่นนี้ถูกยกเลิกสายการผลิตไปแล้ว และแทนที่ด้วย
 ford Fiesta แต่ยอดขายตั้งแต่เริ่มเปิดตั้ว
จนถึงปี 2002 ก่อนลาวงการ ล้อไปนั้น ก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


อันดับที่ 4 Volkswagen Beetle ยอดจำหน่าย 22,300,000 คัน
เจ้าเต่ายอดนิยมตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ที่พัฒนาโดยค่ายรถยนต์โฟล์คสวาเกน 
จากคำสั่งของท่านผู้นำอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ต้องการเห็นประชาชนมีรถราคาไม่แพง
เหมาะกับทุกวิถีชีวิตและตอบสนองทางด้านการทหาทำให้เจ้าเต่าได้เริ่มถือกำเนิดขึ้น
ตั้งแต่ปี 1938ก่อนมันจะถูกนำกลับมาจากอดีตและลูบหน้าทาปากด้วยเวอร์ชั่นใหม่ต้อนรับปี 2000 
อีกครั้ง ก่อนจะมีการยกเลิกสายการผลิตไป ด้วยเครื่องยนต์สุดยอดแห่งความทนทานดี้งเดิม
กลับเครื่องยนต์สูบนอน สูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ทำให้รถรุ่นนี้ไม่ค่อยงอแงนัก
 และถึงวันนี้มันก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของเด็กแนวกับการ
จับมาปั้นเป็นรถคลาสสิค


อันดับที่ 3 Volkswagen Golf ยอดจำหน่าย 25,000,000 คัน
รถรุ่นนี้เมื่อช่วงสัก 10 ปีที่แล้ว ก็เห็นได้รับความนิยมในบ้านเราเหมือนกันกับ Volk Golf เจ้าซิตี้คาร์
รุ่นแรกๆที่ถือกำเนิดขึ้นในแถวๆยุโรป รถรุ่นนี้เริ่มวางตลาดครั้งแรกในปี 1974 และผ่าน 30 กว่าปี 
รถรุ่นนี้ก็ยังคงผลิตจำหน่ายอยู่เหมือนเคย แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ มันขายดีมาก 
จนถึงขนาดติด ใน อันดับ เลยทีเดียว


อันดับที่ 2 Ford F Series ยอดจำหน่าย 30,000,000 คัน
อาจพูดได้เต็มปากว่านี่เป็นรถกระบะเพียงรุ่นเดียวที่ติดเข้าใน 10 สุดยอดรถขายดีกับ 
ฟอร์ดตระกุล ที่เริ่มผลิตและวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1948 เอฟซีรี่ย์นั้น เป็นรถรุ่นที่ได้รับ
ความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในตลาดประเทศอเมริกา
 และปัจจุบันทายาทของมัน F-150 ก็ยังเป็นรถกระบะที่ขายดี และมันเป็นรถกระบะที่ขายดี
อย่างต่อเนื่องถึง 34 ปี จึงไม่แปลกถ้าจะพบว่าตระกูลนี้มาติดชาร์ทด้วย



อันดับที่ 1 Toyota Corolla ยอดจำหน่าย 35,000,000 คัน
แม้จะไม่น่าเชื่อแต่เราอยากบอกว่าเจ้าทายาทตระกูล อัลติสนี่แหละ เป็นสุดยอดรถยนต์ที่ขายดี
ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ที่เริ่มออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1966 จวบจนปัจจุบันรถรุ่น
ทางค่ายสามห่วงเขาก็เอามาวางจำหน่ายแล้วกว่า44 ปี และแม้เราจะวิจารณ์ต่างๆนานา 
กับค่ายโตโยต้า แต่เชื่อไหมว่า มีสถิติออกมาว่า รถโตโยต้าอัลติสสามารถขายได้
ทุก 40 วินาทีทั่วโลกเลยทีเดียว ...โอ้ ว้าว!!!






















10 Most Expensive Cars

10 อันดับรถแพงที่สุดในโลก

Tuesday, 4 January, 2011 0:00 AM


จริงอยู่ว่ารถราคา 4-5 แสนบาทก็สามารถขับไปไหนมาไหนได้แล้ว แต่ก็ยังมีรถที่ราคาแพงมหาศาล แล้วก็มีคนซื้อซะด้วย คนเหล่านี้ไม่ได้มองรถเป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นของสะสม เป็นเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งเป็นสิ่งบ่งบอกฐานะ วันนี้เราจะมาไล่เรียงกันว่า 10 อันดับรถแพงที่สุดในโลก มียี่ห้ออะไรบ้าง •


10. Rolls-Royce Phantom Drophead Coupe
ราคา 13,410,000 บาท
หลายคนอาจเดาผิด ที่รถสุดหรูราคาแพงอย่าง โรลส์รอยซ์ ติดเพียงอันดับ 10 เท่านั้น รุ่นที่ติดอันดับเป็น แฟนธอม เปิดประทุน ใช้เครื่องยนต์ วี12 มีกำลัง 453 แรงม้า ภายในตกแต่งด้วยไม้สักเนื้อละเอียดคัดพิเศษกว่า •

09. Lamborghini Murcielago LP670-4 SuperVeloce
ราคา 13,662,000 บาท
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอันดับ 10 เพราะเป็นรถสปอร์ตพันธุ์ดิบ ใช้เครื่องยนต์ วี12 ความจุ 6,500 ซีซี 670 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ เร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่ำกว่า 3.2 วินาที คนที่ซื้อนอกจากมีเงินแล้ว ต้องรับได้กับการที่ต้องเหยียบคลัตช์กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ แม้จะจ่ายเงินไปถึงกว่า 13 ล้านบาท

08. Ferrari SA Aperta
ราคา 15,600,000 บาท
เผยโฉมในปารีส มอเตอร์โชว์ ปีนี้ Ferrari SA Aperta (คำว่า Aperta เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า เปิด) เป็นรุ่นพิเศษฉลองครบ 80 ปีของ พินินฟาริน่า ใช้พื้นฐานจาก Ferrari 599 GTO ใช้เครื่องยนต์ วี 12 กำลัง 670 แรงม้า เร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.5 วินาที ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 80 คัน

07. LeBlanc Mirabeau
ราคา 21,840,000 บาท
รถแข่งพันธุ์แท้สัญชาติสวิส และสามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้ ถ้าอยากจะได้เบาะหนังแท้หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะรถรุ่นนี้เน้นที่อัตราเร่งและแฮนด์ลิ่งเป็นหลัก ใช้เครื่องยนต์ วี8 ซูเปอร์ชาร์จ 700 แรงม้า แรงบิด 86.61 กก.-ม.

06. SSC Ultimate Aero
ราคา 22,500,000 บาท
ว่ากันว่านี่คือรถที่เกิดมาเพื่อกำราบ บูกัตติ เวย์รอน โดยเฉพาะ เนื่องจากรถรุ่นนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดอย่างไม่เป็นทางการ 439 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากต้นกำลังเครื่องยนต์ วี8 ที่ผลิตม้าได้ถึง 1,287 ตัว สิ่งที่แตกต่างจาก LeBlanc Mirabeau คือ พอจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกติดมาให้บ้าง ตัวถังส่วนใหญ่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ และภายในห้องโดยสารก็ใช้วัสดุน้ำหนักเบาเช่นกัน

5. Ferrari F70
ราคา 26,100,000 บาท (โดยประมาณ)
แม้จะยังไม่เปิดตัวในตอนนี้ แต่จากความสำเร็จของรุ่น เอ็นโซ่ ทำให้ผู้ที่จัดอันดับคาดว่าเฟอร์รารี่จะผลิตรุ่น F70 ออกมาในช่วงปี 2012 ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีเพียงภาพกราฟิกเท่านั้น

04. Pagani Zonda C9
ราคา 39,000,000 บาท
ยังไม่เปิดตัวตอนนี้เช่นกัน แต่รถรุ่นนี้ก็กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบของบริษัท ใช้เครื่องยนต์ 700 แรงม้าจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตจำกัดเพียง 40 คันเท่านั้น สร้างจากวัสดุสุดล้ำอย่างแชสซีส์ คาร์บอนไทเทเนียม มีการผลิตชิ้นส่วนใหม่กว่า 4,000 ชิ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ Zonda รุ่นก่อนหน้า และผลิตจำกัดเพียง 40 คัน

03. Maybach Landaulet
ราคา 42,150,000 บาท
เปิดตัวใน ดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2008 ใช้พื้นฐานจากรุ่น 62S เปิดประทุนเฉพาะห้องโดยสารด้านหลัง ใช้เครื่องยนต์ วี12 ภายในมีหรูเสมือนอพาร์ตเมนท์ติดล้อ มีตู้เย็น โต๊ะพับได้ และที่วางแชมเปญ


02. Koenigsegg Agera
ราคา 45,000,000 บาท
ซูเปอร์คาร์สัญชาติสวีเดน ตัวถังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียม Koenigsegg Agera มีกำลังสูงสุด 910 แรงม้า เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาต่ำกว่า 3.1 วินาที และมีการเคลมว่าเป็นรถที่มีพื้นที่เก็บของมากที่สุดในรถระดับเดียวกัน

01. Bugatti Veyron Super Sport
ราคา 78,000,000 บาท
ทำสถิติลงในกินเนสบุคด้วยความเร็วสูงสุด 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รุ่นที่ทำตลาดจะจำกัดไว้แค่ 415 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Veyron Super Sport ใช้เครื่องยนต์ 1,200 แรงม้า เปรียบเทียบราคากับรุ่นอื่นอย่าง Bugatti 16.4 Grand Sport ราคา 55,800,000 บาท และรุ่นพื้นฐาน Bugatti Veyron 16.4 ราคา 47,700,000 บาท แพงขึ้นอีกพอสมควร ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นแค่ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง